Contact for accounting and tax consultation:

บทเรียนธุรกิจจาก “ชัยโสโร” ธุรกิจต้องมีระบบ ก่อนที่ความสัมพันธ์จะกลายเป็นปัญหา

บทเรียนธุรกิจจาก “ชัยโสโร” ธุรกิจต้องมีระบบ ก่อนที่ความสัมพันธ์จะกลายเป็นปัญหา

August 26, 2026

ประเด็นของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” และ “ยัต ชัยโสโร” กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ ทรัพย์สิน การถือหุ้น และค่าตอบแทน จนนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย โดยข้อมูลจากข่าวที่เผยแพร่หลังรายการ โหนกระแส เป็นข้อมูลจากคำกล่าวของแต่ละฝ่าย ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป

แต่ถ้ามองเรื่องนี้ ผ่านมุมธุรกิจ

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคำถามว่า

“ใครผิด ใครถูก?”

คือคำถามว่า

“ถ้าธุรกิจมีระบบที่ชัดเจนตั้งแต่แรก ปัญหาแบบนี้จะเกิดขึ้นง่ายเหมือนเดิมหรือไม่?”

นี่คือมุมที่ คุณ ณิชกุล ศิริวิชยกุล (CFO – CONTAX) อยากชวนเจ้าของธุรกิจกลับมาคิด

เพราะหลายธุรกิจเริ่มต้นจาก

เพื่อน → หุ้นส่วน → ธุรกิจ

แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น สิ่งที่เคยใช้ “ความไว้ใจ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป


จากเพื่อนสนิท สู่หุ้นส่วนธุรกิจ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ “ระบบ”

ตอนเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน

อาจมีคำพูดง่าย ๆ ว่า

“มึงทำอันนี้ กูทำอันนั้น”

“เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

“เป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องทำเอกสารเยอะ”

ช่วงแรกอาจไม่มีปัญหา

เพราะธุรกิจยังเล็ก
เงินยังไม่เยอะ
คนยังไม่มาก
และทุกคนรู้ว่าใครทำอะไร

แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโต

รายได้เพิ่ม
ค่าใช้จ่ายเพิ่ม
พนักงานเพิ่ม
ทรัพย์สินเพิ่ม
มูลค่าบริษัทเพิ่ม

สิ่งที่เคยคุยกันด้วยความเข้าใจ

จะต้องเปลี่ยนเป็น

“ระบบที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน”


1. หุ้นต้องชัด ใครถือเท่าไร และมีสิทธิอะไรบ้าง?

หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อพิพาททางธุรกิจคือเรื่อง หุ้นและสิทธิของผู้ถือหุ้น

จากรายงานข่าว มีการกล่าวถึงโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท ชัยโสโร รวมถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหุ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายมีข้อโต้แย้งกันอยู่

บทเรียนสำหรับเจ้าของธุรกิจจึงไม่ใช่การตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูก

แต่คือ

“ธุรกิจของคุณมีเอกสารและระบบรองรับเรื่องหุ้นชัดแค่ไหน?”

ก่อนทำธุรกิจร่วมกันควรตอบให้ได้ว่า

👉 ใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์?
👉 ใครมีสิทธิออกเสียงเท่าไร?
👉 ใครมีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดกรรมการ?
👉 การโอนหุ้นทำได้อย่างไร?
👉 ถ้าหุ้นส่วนคนหนึ่งต้องการออกจากธุรกิจ จะทำอย่างไร?
👉 ถ้าเกิดความขัดแย้ง ใครเป็นผู้ตัดสิน?

เพราะ

ความเป็นเพื่อน ไม่ใช่หลักฐานการถือหุ้น

และ

ความไว้ใจ ไม่ควรเป็นระบบบริหารบริษัท


2. คนทำงานในบริษัท กับ “ผู้ถือหุ้น” ต้องแยกกัน

นี่เป็นอีกเรื่องที่ SME มักสับสน

คนหนึ่งอาจเป็น

ผู้ถือหุ้น

และในเวลาเดียวกันเป็น

กรรมการ

รวมถึงเป็น

พนักงานหรือผู้บริหาร

ทั้ง 3 บทบาทนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ผู้ถือหุ้น → มีสิทธิในฐานะเจ้าของ

กรรมการ → มีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารตามโครงสร้างบริษัท

พนักงาน/ผู้บริหาร → ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน

ดังนั้นคำถามว่า

“เป็นหุ้นส่วนแล้วควรได้เงินเดือนเท่าไร?”

ไม่ควรตอบด้วยความรู้สึกว่า

“ก็แบ่งกันคนละครึ่งสิ”

แต่ควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน


3. เงินเดือน ≠ เงินปันผล ≠ ส่วนแบ่งจากบริษัท

เรื่องเงินเป็นจุดที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด

เพราะเงินที่เจ้าของธุรกิจได้รับจากบริษัทอาจมีหลายรูปแบบ เช่น

เงินเดือน / ค่าตอบแทน

สำหรับการทำงานและความรับผิดชอบ

เงินปันผล

สำหรับผลตอบแทนจากการถือหุ้น เมื่อมีการจ่ายตามหลักเกณฑ์

ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่น

ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจและเอกสารรองรับ

ดังนั้นถ้าธุรกิจมีหุ้นส่วน 2 คน

ไม่ได้แปลว่า

“ถือหุ้น 50/50 = ต้องได้เงินจากบริษัทเท่ากันทุกกรณี”

เพราะสิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ

ผลตอบแทนจากการเป็นเจ้าของ

กับ

ค่าตอบแทนจากการทำงาน


4. ค่าตอบแทนกรรมการต้องมีหลักเกณฑ์

ประเด็นเรื่องค่าตอบแทนเป็นอีกสิ่งที่หลาย SME ไม่ได้วางระบบตั้งแต่ต้น

สมมติว่า

คนหนึ่งทำงานเต็มเวลา
อีกคนทำงานบางส่วน

แต่ทั้งคู่ถือหุ้นเท่ากัน

คำถามคือ

ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากันหรือไม่?

คำตอบไม่ควรขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์

แต่ควรพิจารณาจาก

👉 บทบาท
👉 ความรับผิดชอบ
👉 เวลาที่ทำงาน
👉 ผลงาน
👉 ภาระหน้าที่
👉 ฐานเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับตำแหน่ง

และที่สำคัญ

ต้องมีอำนาจอนุมัติและเอกสารที่ชัดเจน

นี่คือสิ่งที่ คุณ ณิชกุล ศิริวิชยกุล (CFO – CONTAX) ให้ความสำคัญ เพราะเรื่องเงินที่ไม่มีระบบ วันนี้อาจยังไม่เป็นปัญหา แต่วันหนึ่งอาจกลายเป็นข้อพิพาทได้


5. ใครมีอำนาจตัดสินใจ ต้องกำหนดตั้งแต่วันที่ยังคุยกันรู้เรื่อง

ตอนทุกคนเห็นตรงกัน

เรื่องอำนาจตัดสินใจอาจไม่สำคัญ

แต่วันที่เห็นต่างกัน

คำถามจะเปลี่ยนเป็น

“ใครมีสิทธิ์ตัดสิน?”

เช่น

การใช้เงินเกิน 100,000 บาท
→ ใครอนุมัติ?

การจ้างผู้บริหาร
→ ใครอนุมัติ?

การเพิ่มเงินเดือน
→ ใครอนุมัติ?

การซื้อทรัพย์สิน
→ ใครเซ็น?

การกู้เงิน
→ ต้องผ่านใคร?

การทำสัญญาสำคัญ
→ ใครมีอำนาจลงนาม?

สิ่งเหล่านี้ควรกำหนดไว้ใน อำนาจอนุมัติ (Approval Authority)

ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาตกลงกัน


6. เงินของบริษัท ต้องแยกออกจากเงินของเจ้าของ

อีกเรื่องที่สำคัญมากสำหรับ SME

คือ

เงินบริษัท ≠ เงินส่วนตัว

บริษัทมีรายได้

ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสามารถนำเงินออกมาใช้ได้ตามความต้องการ

เพราะบริษัทมี

👉 ค่าใช้จ่าย
👉 เงินเดือน
👉 ภาษี
👉 เจ้าหนี้
👉 เงินทุนหมุนเวียน
👉 เงินสำรอง
👉 เงินลงทุน

ดังนั้นก่อนนำเงินออกจากบริษัท ต้องตอบให้ได้ว่า

นำออกในฐานะอะไร?

เงินเดือน?

ค่าตอบแทน?

เงินปันผล?

ค่าใช้จ่าย?

หรือรายการอื่นที่มีเหตุผลและเอกสารรองรับ?

นี่คือจุดที่ ระบบการเงินและบัญชี มีความสำคัญมาก


7. อย่าดูแค่ “รายได้” ต้องรู้ว่าเงินบริษัทเหลือเท่าไร

ธุรกิจที่มีรายได้สูง

ไม่ได้แปลว่ามีเงินสดเยอะ

เพราะบริษัทต้องจ่าย

ต้นทุน + ค่าใช้จ่าย + เงินเดือน + ภาษี + เจ้าหนี้ + เงินลงทุน

ดังนั้นเวลาหุ้นส่วนคุยกันเรื่อง

“บริษัทหาเงินได้เท่าไร?”

ควรดูต่อว่า

“หลังหักทุกอย่างแล้ว บริษัทเหลือเท่าไร?”

และ

“เงินที่เหลือนั้นควรนำไปใช้ทำอะไร?”

นี่คือบทบาทสำคัญของ CFO

เพราะ CFO ไม่ได้มองแค่

Revenue

แต่ต้องมอง

Profit + Cash Flow + Working Capital + Risk

ไปพร้อมกัน


8. ระบบบัญชีไม่ใช่แค่เอาไว้ยื่นภาษี

หลายธุรกิจมีบัญชีเพราะ

“ต้องส่งภาษี”

แต่จริง ๆ แล้วบัญชีควรตอบคำถามของเจ้าของธุรกิจได้ว่า

👉 บริษัทมีรายได้เท่าไร?
👉 กำไรจริงเท่าไร?
👉 เงินสดอยู่ที่ไหน?
👉 ลูกหนี้ค้างเท่าไร?
👉 หนี้สินเท่าไร?
👉 ค่าใช้จ่ายส่วนไหนสูงผิดปกติ?
👉 บริษัทมีเงินพอสำหรับการเติบโตหรือไม่?

ถ้าบัญชีตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้

เจ้าของธุรกิจกำลังมี

“ข้อมูลบัญชี”

แต่ยังไม่มี

“ข้อมูลเพื่อบริหารธุรกิจ”


9. ต้องมีระบบก่อนที่ธุรกิจจะโตเกินกว่าความสัมพันธ์

ช่วงแรก

เจ้าของอาจรู้ทุกอย่าง

เงินเข้าเท่าไร
เงินออกเท่าไร
ใครทำอะไร
ใครอนุมัติอะไร

แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น

เจ้าของไม่สามารถจำทุกอย่างได้อีกต่อไป

จึงต้องเปลี่ยนจาก

คนจำ → ระบบจำ

จาก

ถามเจ้าของ → ดู Dashboard

จาก

ตกลงกันปากเปล่า → มีเอกสาร

จาก

คนหนึ่งรู้ทุกอย่าง → มีการแบ่งอำนาจและหน้าที่

นี่คือจุดเปลี่ยนจาก

“ธุรกิจที่มีเจ้าของเก่ง”

ไปสู่

“ธุรกิจที่มีระบบ”


แล้วถ้าเป็นธุรกิจที่ทำกับเพื่อน ควรวางระบบอะไรตั้งแต่แรก?

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบที่ซับซ้อน

แต่ควรมีอย่างน้อย

1. Shareholder Agreement

กำหนดสิทธิ หน้าที่ และแนวทางจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ

2. Role & Responsibility

ระบุว่าใครรับผิดชอบอะไร

3. Approval Authority

กำหนดว่าเรื่องไหนใครมีอำนาจอนุมัติ

4. Compensation Policy

กำหนดหลักเกณฑ์เงินเดือน ค่าตอบแทน และผลตอบแทนของผู้บริหาร

5. Financial Reporting

มีรายงานทางการเงินที่หุ้นส่วนทุกคนเข้าถึงและเข้าใจตรงกัน

6. Cash Management

กำหนดการใช้เงินและการอนุมัติเงินของบริษัท

7. Exit / Buy-Sell Mechanism

ถ้าวันหนึ่งหุ้นส่วนคนหนึ่งต้องการออก จะจัดการหุ้นและทรัพย์สินอย่างไร

เพราะเรื่องเหล่านี้

คุยตอนยังรักกันง่ายกว่าคุยตอนกำลังมีคดี


มุมมองจาก CFO ตัวจริง

คุณ ณิชกุล ศิริวิชยกุล (CFO – CONTAX)

มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ไม่ควรถูกนำไปสรุปว่าใครถูกหรือใครผิดจากข้อมูลที่ยังมีข้อโต้แย้งกัน

แต่สามารถใช้เป็นบทเรียนสำหรับเจ้าของธุรกิจได้ว่า

“ความสัมพันธ์ที่ดี ช่วยให้เริ่มธุรกิจได้ แต่ระบบที่ดี ช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้”

โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเริ่มมี

เงินมากขึ้น
คนมากขึ้น
ทรัพย์สินมากขึ้น
ผู้ถือหุ้นมากขึ้น
และการตัดสินใจที่ซับซ้อนมากขึ้น

สิ่งที่เคยใช้ความไว้ใจ

ควรเปลี่ยนเป็น

กติกาที่ทุกคนเห็นตรงกัน


ธุรกิจไม่ได้พังเพราะคนไม่รักกันเสมอไป

บางครั้งปัญหาไม่ได้เริ่มจาก

“เราไม่ไว้ใจกัน”

แต่อาจเริ่มจาก

“เราไม่เคยตกลงกันให้ชัดตั้งแต่แรก”

ใครเป็นเจ้าของ?

ใครทำงาน?

ใครตัดสินใจ?

ใครได้เงินเดือน?

ใครมีสิทธิในทรัพย์สิน?

ใครมีอำนาจเซ็น?

ถ้าคำตอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน

วันหนึ่งความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน

อาจกลายเป็นปัญหาทางธุรกิจได้


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเรื่องระบบธุรกิจและหุ้นส่วน

ทำธุรกิจกับเพื่อนจำเป็นต้องทำข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นหรือไม่?

ควรพิจารณาจัดทำข้อตกลงที่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ถือหุ้นหลายคน เพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ การตัดสินใจ การโอนหุ้น และแนวทางเมื่อเกิดความขัดแย้ง

ผู้ถือหุ้นกับกรรมการต่างกันอย่างไร?

ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของบริษัทตามสัดส่วนหุ้น ส่วนกรรมการมีหน้าที่และอำนาจในการบริหารและดำเนินการแทนบริษัทตามกฎหมาย ข้อบังคับ และโครงสร้างอำนาจของบริษัท

ผู้ถือหุ้นสามารถรับเงินเดือนจากบริษัทได้หรือไม่?

สามารถมีค่าตอบแทนจากการทำงานหรือการดำรงตำแหน่งได้ หากมีบทบาทและการจ่ายเงินที่เหมาะสม มีหลักเกณฑ์และเอกสารรองรับ โดยควรแยกจากผลตอบแทนในฐานะผู้ถือหุ้น

ถ้าผู้ถือหุ้นมีปัญหากัน ควรทำอย่างไร?

ควรกลับไปตรวจสอบเอกสารบริษัท ข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้น อำนาจกรรมการ และหลักฐานทางการเงินก่อนตัดสินใจดำเนินการ และหากเป็นข้อพิพาททางกฎหมายควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรง

CFO ช่วยเรื่องระบบธุรกิจได้อย่างไร?

CFO ช่วยวางระบบข้อมูลทางการเงิน การอนุมัติ การบริหาร Cash Flow การรายงานผลประกอบการ และช่วยให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารมีข้อมูลชุดเดียวกันสำหรับใช้ตัดสินใจ


สรุป

ประเด็นจาก “ชัยโสโร” อาจมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่แต่ละฝ่ายต้องพิสูจน์กันต่อไป

แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจ

บทเรียนที่สำคัญไม่ใช่

“อย่าทำธุรกิจกับเพื่อน”

แต่คือ

“ถ้าจะทำธุรกิจกับเพื่อน ต้องมีระบบให้ชัด”

หุ้นต้องชัด
บทบาทต้องชัด
ค่าตอบแทนต้องชัด
อำนาจตัดสินใจต้องชัด
เงินบริษัทต้องแยกจากเงินส่วนตัว
และข้อมูลทางการเงินต้องโปร่งใส

เพราะวันที่ทุกคนเห็นตรงกัน

ระบบอาจดูเหมือนไม่จำเป็น

แต่วันที่ทุกคนเห็นต่างกัน

ระบบจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด


CONTAX ช่วยวางระบบธุรกิจให้ชัด ก่อนปัญหาจะเกิด 📊

คุณ ณิชกุล ศิริวิชยกุล (CFO – CONTAX) ช่วยเจ้าของธุรกิจมองภาพการเงินและระบบบริหารให้ชัดขึ้น

✔ วางระบบรายงานทางการเงิน
✔ วางระบบ Cash Flow
✔ กำหนด Approval & Financial Control
✔ วิเคราะห์กำไรและผลประกอบการ
✔ วางโครงสร้างค่าตอบแทน
✔ ช่วยผู้บริหารตัดสินใจจากข้อมูลจริง

เพราะธุรกิจที่ดี

ไม่ควรพึ่งแค่

“ความไว้ใจ”

แต่ต้องมี

“ระบบที่ทำให้ทุกคนไว้ใจกันได้ แม้ในวันที่เห็นต่าง”

📲 LINE: @contax
📞 095-428-9225

#Contax #CFO #CFOforRent #SME #บริหารธุรกิจ #ระบบธุรกิจ #หุ้นส่วนธุรกิจ #BusinessSystem #FinancialControl #CashFlow

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนธุรกิจจาก “ชัยโสโร” ธุรกิจต้องมีระบบ ก่อนที่ความสัมพันธ์จะกลายเป็นปัญหา

August 26, 2026

สเต็ก 1 จาน ราคา 500 บาท มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง? เจาะต้นทุนที่ร้านอาหารต้องรู้

August 26, 2026

5 เช็กลิสต์ก่อนยื่นภาษีกลางปี 2569 ธุรกิจต้องเช็กอะไรบ้าง?

August 26, 2026